ฟิลเลอร์เพิ่มมิติ
fareeda-ฟิลเลอร์เพิ่มมิติ

ฟิลเลอร์ (Filler) คืออะไร?
Hyaluronic Acid คือ สารจากธรรมชาติที่พบในสิ่งมีชีวิต Hyaluronic Acid เป็นรูปแบบหนึ่งที่ไม่มีแหล่งกำเนิดจากสัตว์ สารชนิดนี้สามารถเสื่อมสลายได้ตามธรรมชาติ เหมาะสำหรับการเติม โหนกแก้ม แก้ม สันจมูก ร่องแก้ม ถุงใต้ตา คาง หรือการเติมริมฝีปากให้ดูอวบอิ่ม

ผลที่ได้จากการฉีดฟิลเลอร์ (Filler)
  1. สามารถเติมเต็มร่องลึก เช่น ร่องแก้ม ถุงใต้ตา
  2. สามารถปรับเปลี่ยนรูปหน้าให้ดูมีมิติขึ้น และ V-shape เช่น การเติมคาง เหมาะสำหรับคนที่คางตัด คางสั้น เพื่อให้หน้าดูเรียวขึ้น
  3. สามารถเติมแก้มให้เป็นลูกส้มและฉีดเติมริมฝีปากให้ดูอวบอิ่มเพิ่มความเซ็กซี่
หลังทำ ฟิลเลอร์ (Filler) มีข้อปฏิบัติ อย่างไร ?

ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
  1. 48 ชั่วโมงแรกไม่ควรออกกำลังกายให้เหงื่อออกมากหรือไปตากแดดร้อนๆเพราะอาจทำให้เกิดรอยแดงมากขึ้นบริเวณที่ฉีด
  2. หลังฉีดทันทีไม่ควรจับลูบคลำนวดหรือปั้นเองในบริเวณที่ฉีดเพราะอาจมีผลต่อการเคลื่อนตำแหน่งของตัวยาไปยังตำแหน่งที่ไม่ต้องการได้
  3. หลังฉีดควรดื่มน้ำในปริมาณที่มากโดยเฉพาะ 4 วันแรก ของหลังฉีด Filler ประมาณ 8-46 แก้ว เพราะ Filler เป็นสารอุ้มน้ำ การดื่มน้ำมากๆ จะทำให้ Filler ที่ทำการเติมเต็มเข้าไปนั้นอยู่ได้นานขึ้น และช่วยให้น้ำจับกับโมเลกุล ของ Filler ที่ฉีด ทำให้ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น
  4. งดทานยาหรือวิตามินที่ทำให้เลือดออก เช่น แอสไพริน Vitamin E, ใบแป๊ะก๊วย และ หลีกเลี่ยงการใช้สารที่มีส่วนผสมของ BHA, AHA และ Retinoid 2 สัปดาห์
  5. ภายใน 2 สัปดาห์แรก ควรหลีกเลี่ยงการอาบน้ำอุ่นบริเวณที่ฉีด Filler งดเข้าอบไอน้ำ อบซาวน่า ทำเลเซอร์ ทำ RF หรือ Ionto เพราะความร้อนเฉพาะจุดเป็นเวลานานอาจส่งผลต่อ Filler ได้ใน 2 สัปดาห์แรก ความร้อนที่สามารถโดนได้คือ ไดร์เป่าผม และแสงแดดที่ไม่แรงจ้าเกินไปได้ตามปกติ
  6. หลังฉีดสามารถแต่งหน้า ทาแป้ง ทาครีมได้ตามปกติ เมื่อผ่านไป 1 สัปดาห์ สามารถทำ Treatment อื่นๆ ได้ตามปกติ (ยกเว้น Laser, Rf และ lonto ต้องรอ 2 สัปดาห์)
  7. หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอร์ 2 วัน หลังการฉีด
  8. หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ การดูด ทั้งจากหลอดดูด และการจูบ 2 วันหลังการฉีด กรณีฉีดที่ริมฝีปาก

กรณีที่มีอาการข้างเคียง ตามรายการด้านล่างให้ปฏิบัติตามข้อแนะนำแพทย์ ดังนี้
  1. หลังฉีดอาจมีรอยเข็มแดงๆ เป็นจุดเล็กๆ ในบริเวณที่ฉีด จะหายเองภายใน 2-3 วัน และอาจเกิดรอยเขียวช้ำได้เล็กน้อย ซึ่งมักเจอในคนที่รับประทานยาละลายลิ่มเลือด, Aspirin, Alcohol หรือวิตามิน E อาหารเสริมบางชนิดเช่น Fish oil, Primrose โดยรอยเขียวช้ำจะค่อยๆ จางลงภายใน 1 สัปดาห์ ดังนั้นช่วงแรก สามารถทาแป้ง, Concealer หรือ รองพื้นปกปิดบริเวณที่เขียวช้ำ หรือรอยแดงจากเข็มไว้ก่อนได้
  2. หลังฉีดอาจคลำพบก้อนเล็กๆ แข็งเหมือนยางลบใต้ผิวหนังบริเวณที่ฉีด ซึ่งจะละลายตัวและนิ่มเป็นเนื้อเดียวกันเองภายใน 1-2 เดือน
  3. อาจมีการปวดระบมบริเวณที่ฉีดได้เล็กน้อย สามารถบรรเทาอาการได้ด้วยการประคบเย็นหรือทานยาแก้ปวด ลดบวมได้
  4. หลังการฉีด 3-4 ชม. ถ้ามีการปวดตื้อๆ อยู่สามารถนวด และประคบอุ่นได้จะช่วยให้อาการดีขึ้น
  5. นัดพบแพทย์หลังการรักษา 7 วัน หรือ 4 สัปดาห์
  6. กรณีอาการปวดบวมแดงมากผิดปกติ หรือสีผิวหนังบริเวณที่ฉีดเปลี่ยนไปเป็นสีซีด เป็นสีน้ำตาล หรือดำ (โดยไม่ใช่รอยเข็ม หรือรอยเขียวช้ำ) ควรรีบไปปรึกษาแพทย์ ผู้ทำหัตถการหรือติดต่อเจ้าหน้าที่ที่สาขา ตามเบอร์ที่ให้ไว้ทันที อย่ารอให้ถึงวันนัด

*ผลลัพธ์ที่ได้ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล*